พระวินัยปิฎก › ภิกขุปาฏิโมกข์
ปาราชิก ๔
อาบัติที่หนักที่สุด — หากภิกษุล่วงละเมิด ย่อมขาดจากความเป็นภิกษุทันที และกลับมาบวชใหม่ในชาตินี้ไม่ได้อีก
PRJ-01
๑. เมถุนธรรม
มีเพศสัมพันธ์ — Methunadhamma
📌องค์ประกอบอาบัติ
- มีเจตนาจะมีเพศสัมพันธ์ (จิตยินดี)
- มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ที่มีชีวิต — ช่องทางใดทางหนึ่งใน ๓ ทาง คือ ช่องคลอด · ทวารหนัก · ช่องปาก (ภาษาบาลีเรียก "นิมิต ๓")
- อวัยวะเพศชาย (องคชาต) ล่วงเข้าไป แม้เพียงลึกเท่าเมล็ดงา (มีการสัมผัสภายใน)
- ยินดีในการร่วม ขณะใดขณะหนึ่งใน ๓ ขณะ — เข้า / ตั้งอยู่ / ถอนออก
ครบทั้ง ๔ องค์ — ต้องปาราชิก ขาดจากภิกษุทันที
⚖️ระดับอาบัติตามเงื่อนไข
ร่วมเพศกับมนุษย์ อมนุษย์ (ยักษ์/เปรต/เทวดา) หรือสัตว์ดิรัจฉาน ที่ยังมีชีวิต โดยครบองค์ปาราชิก
พยายามร่วมเพศ แต่อวัยวะยังไม่ล่วงเข้า / ถูกบังคับแต่ยินดีตามขณะใดขณะหนึ่งถุลลัจจัย
ถูกบังคับ และไม่ยินดีเลยตลอด ๓ ขณะ (เข้า–ตั้ง–ออก)ไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติมาจากเรื่อง พระสุทินน์กลันทบุตร ลูกเศรษฐีผู้มีทรัพย์ ๔๐ โกฏิ แห่งบ้านกลันทคาม (หมู่บ้านที่ได้ชื่อตามกระแต) ท่านฟังธรรมพระพุทธเจ้าที่นครไพศาลีแล้วเลื่อมใส ออกบวชในพระศาสนา
- ต่อมาเมื่อกลับไปรับบาตรที่บ้านเกิด มารดาของท่านออดอ้อนให้มีลูกเพื่อสืบสกุล ท่านจึงร่วมเพศกับอดีตภรรยาในป่าใหญ่ — เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติสิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๑
- ความยินดีเป็นหัวใจของข้อนี้ — ถ้าภิกษุถูกบังคับข่มขืน และจิตใจไม่ยินดีเลยตลอดเวลาทั้ง ๓ ขณะ (ขณะเข้า-ขณะตั้งอยู่-ขณะถอนออก) ไม่ต้องอาบัติ; แต่ถ้ายินดีแม้เพียงขณะเดียว ต้องปาราชิก
- ข้อยกเว้น (อนาปัตติ) — หลับไม่รู้ตัว, วิกลจริต (รวมถึงถูกยักษ์เข้าสิง, บ้าเพราะธาตุผิดปกติ, มีสัญญาวิปริต), จิตฟุ้งซ่านขั้นรุนแรง, กระสับกระส่ายทุรนทุรายเพราะเจ็บป่วยหนัก และ ตัวต้นบัญญัติเอง (พระสุทินน์ ผู้ทำก่อนที่สิกขาบทจะบัญญัติ)
- ก่อนที่พระสุทินน์จะพลาด ท่านมีอาการ "กระสัน" (เบื่อหน่ายชีวิตพระ อยากสึก) ซึ่งอรรถกถาวิเคราะห์บทแสดงความกระสันไว้ ๑๖ บท + ๘ บท เช่น "มารดาของเรามีอยู่ จะเลี้ยงดูเรา" และ "พรหมจรรย์ทำได้ยาก (เพราะฉันหนเดียว นอนหนเดียว)"
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย, อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ, ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ยังไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผยความเป็นผู้ท้อแท้ ร่วมเพศ โดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย — ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๓๙–๘๓/๔๓–๓๑๙
วิ.มหา.อ. ๑/๖๙๐–๘๖๓
📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ
๑เรื่องลิงตัวเมียปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับลิงตัวเมียแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๓
๒เรื่องภิกษุวัชชีบุตรปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุวัชชีบุตรชาวพระนครเวสาลีหลายรูปไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง แล้วเสพเมถุนธรรม พวกเธอได้มี ความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๔
๓เรื่องปลอมเป็นคฤหัสถ์ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วปลอมเป็นคฤหัสถ์เสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๔
๔เรื่องเปลือยกายปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเปลือยกายเสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๔
๕เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งคากรองเสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๔
๖เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งเปลือกไม้กรองเสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๗เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผลไม้กรองเสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๘เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยเส้นผมเสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๙เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยขนหางสัตว์เสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๑๐เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าเสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๑๑เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งหนังเสือเสพเมถุนธรรม
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๖๘/๒๙๖
๑๒เรื่องเด็กหญิงสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเห็นเด็กหญิงนอนอยู่บนตั่ง เกิดความกำหนัด จึงสอดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในองค์กำเนิดเด็กหญิง เด็กหญิงนั้นตาย
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส<๑>
📍 วิ.มหา. ๑/๖๘/๒๙๖
๑๓เรื่องภิกษุณีอุบลวรรณาไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล มาณพคนหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ในภิกษุณีอุบลวรรณา เมื่อภิกษุณีอุบลวรรณาเข้าหมู่บ้านไปบิณฑบาต จึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกุฎี ภิกษุณีอุบลวรรณากลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันแล้วล้างเท้าแล้วเข้ากุฎีนั่งบนเตียง มาณพนั้นจึงเข้าปลุกปลํ้าประทุษร้ายภิกษุณีอุบ…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ไม่ยินดีไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๖๘/๒๙๖
๑๔เรื่องเพศกลับ ๒ เรื่องไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล เพศหญิงปรากฏแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถืออุปัชฌาย์เดิม ให้ถือการอุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิมนั้นเหมือนกัน และให้อยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุทั้งหลายอันใดที่ทั่วไปแก่ภิกษุณีทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปลงอาบัตินั้นในสำนักภิกษุณีทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุทั้งหลายอันใดที่ไม่ทั่วไปแก่ภิกษุณีทั้งหลาย เธอไม่ต้องอาบัติเพราะอาบัตินั้น
📍 วิ.มหา. ๑/๖๙ ๗๐/๒๙๗
๑๖เรื่องมารดาปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เพศชายปรากฏแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถืออุปัชฌาย์เดิม ถืออุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิมนั้นเหมือนกัน และให้อยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุณีทั้งหลายอันใดที่ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปลงอาบัตินั้นในสำนักภิกษุทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุณีทั้งหลายอันใดที่ไม่ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย เธอไม่ต้องอาบัติเพราะอาบัตินั้น
📍 วิ.มหา. ๑/๖๙ ๗๐/๒๙๗
๑๗เรื่องธิดาปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับธิดา
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๘
๑๘เรื่องพี่น้องหญิงปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับพี่น้องหญิง
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๘
๑๙เรื่องอดีตภรรยาปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๘
๒๐เรื่องภิกษุมีหลังอ่อนปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีหลังอ่อน เธอถูกความกระสันบีบคั้น จึงได้อมองค์กำเนิดของตนด้วยปาก
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๘
๒๑เรื่องภิกษุมีองค์กำเนิดยาวปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีองค์กำเนิดยาว เธอถูกความกระสันบีบคั้นจึงได้สอดองค์กำเนิดของตนเข้าทางวัจมรรคของตน
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๙
๒๒เรื่องแผล ๒ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้พบศพ และที่ศพนั้นมีแผลอยู่ใกล้กับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” จึงสอดองค์กำเนิดของตนเข้าในองค์กำเนิดของศพแล้วถอนออกทางแผล
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๙
๒๓เรื่องแผล ๒ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้พบศพ และที่ศพนั้นมีแผลอยู่ใกล้กับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” จึงสอดองค์กำเนิดของตนเข้าในแผลแล้วถอนออกทางองค์กำเนิดของศพ
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๙
๒๔เรื่องรูปปั้นทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ใช้องค์กำเนิดเสียดสีเครื่องหมายเพศแห่งรูปปั้น
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ<๑>
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๐
๒๕เรื่องตุ๊กตาไม้ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ใช้องค์กำเนิดเสียดสีเครื่องหมายเพศแห่งตุ๊กตาไม้
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๐
๒๖เรื่องภิกษุชื่อสุนทระปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุชื่อสุนทระบวชจากพระนครราชคฤห์ แล้วเดินไปตามถนน สตรีผู้หนึ่งเห็นท่านแล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดประเดี๋ยวก่อน ดิฉันจักไหว้” นางไหว้พลางเลิกผ้าอันตรวาสกขึ้นแล้ว ได้อมองค์กำเนิดด้วยปาก
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๐
๒๗เรื่องสตรี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า“ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิด เจ้าค่ะ ดิฉันจักพยายามเอง ท่านไม่ต้องพยายาม โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแ…
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๑
๒๘เรื่องสตรี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านพยายามคนเดียว ดิฉันจักไม่พยายามละ โดยวิธีนี้อาบัติก็จักไม่มี…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๑
๒๙เรื่องสตรี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงพยายามข้างใน แล้วปล่อยน้ำอสุจิข้างนอก โดยวิธีนี้อาบัติก็จั…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๑
๓๐เรื่องสตรี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงพยายามข้างนอก แล้วปล่อยนํ้าอสุจิภายใน โดยวิธีนี้อาบัติก็จั…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๒
๓๑เรื่องป่าช้า ๕ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งยังไม่ถูกสัตว์กัด ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๒
๓๒เรื่องป่าช้า ๕ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ถูกสัตว์กัด ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๒
๓๓เรื่องป่าช้า ๕ เรื่องถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งส่วนใหญ่ถูกสัตว์กัดแล้ว ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๒
๓๔เรื่องป่าช้า ๕ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศีรษะศพที่ขาด ได้สอดองค์กำเนิดเข้าไปสัมผัสในปากที่อ้าแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๕เรื่องป่าช้า ๕ เรื่องทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศีรษะศพที่ขาด ได้สอดองค์กำเนิดเข้าไปในปากที่อ้า ไม่ให้สัมผัส แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๖เรื่องกระดูกไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีจิตปฏิพัทธ์ในสตรีผู้หนึ่ง สตรีนั้นถึงแก่กรรมแล้วถูกทิ้งไว้ในป่าช้า กระดูกเกลื่อนกลาด ภายหลังภิกษุนั้นไปป่าช้า เก็บกระดูกมาแปรเป็นรูปเข้า แล้วจดองค์กำเนิดลงที่เครื่องหมายเพศ
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฎ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๗เรื่องนาคตัวเมียปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนาคเพศเมียแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๘เรื่องนางยักษิณีปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางยักษิณีแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๔
๓๙เรื่องหญิงเปรตปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับหญิงเปรตแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๔
๕๐เรื่องบัณเฑาะก์ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับบัณเฑาะก์แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๔
๔๑เรื่องภิกษุมีอินทรีย์พิการปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีอินทรียสัมผัสพิการ เธอคิดว่า “เราไม่รู้สึกสุขหรือทุกข์ อาบัติจักไม่มีแก่เรา” จึงเสพเมถุนธรรม แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติ ปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิ…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นจะรู้สึกก็ตามไม่รู้สึกก็ตาม ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๕
๔๒เรื่องจับต้องทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักเสพเมถุนธรรมกับสตรี” ครั้นพอแตะต้องเท่านั้นก็เกิดความกินแหนง แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๕
๔๓เรื่องพระอรหันต์เมืองภัททิยะจำวัดหลับไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในที่พักกลางวันในป่าชาติยาวัน ใกล้เมืองภัททิยะ จำวัดอยู่ อวัยวะใหญ่น้อยของภิกษุนั้นถูกลมรำเพยให้แข็งตัวขึ้น สตรีผู้หนึ่งพบเข้าแล้วได้นั้งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วหลีกไป ภิกษุเห็นองค์กำเนิดเปรอะเปื้อน จ…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่าง คือ กำหนัด ๑ ปวดอุจจาระ ๑ ปวดปัสสาวะ ๑ ถูกลมรำเพย ๑ ถูกบุ้งขน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ ที่องค์กำเนิดของภิกษุนั้นจะแข็งตัวขึ้นด้วยความกำหนัด เพราะภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๕
๔๔เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีเลี้ยงโคคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถีงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มี…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๖
๔๕เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีเลี้ยงแพะคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้ม…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๖
๔๖เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีหาฟืนคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มีควา…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เออต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๖
๔๗เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีขนโคมัยคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดี กิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แลวมีความ…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๗๕ ๗๖/๓๐๗
๔๘เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดอยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วยืนหัวเราะอยู่ใกล้ ๆ ภิกษุนั้นตื่นขึ้นแล้วได้ถามสตรีนั้นว่า “นี่เป็นการกระทำของเธอหรือ” “เจ้าค่ะ…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอรู้สึกตัวหรือ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๕ ๗๖/๓๐๗
๔๙เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดพิงต้นไม้อยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้าจึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นรีบลุกขึ้นทันที แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๕ ๗๖/๓๐๗
๕๐เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดพิงต้นไม้อยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยันให้กลิ้งไป แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระม…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือ
📍 วิ.มหา. ๑/๗๗/๓๐๘
๕๑เรื่องภิกษุเปิดประตูจำวัดไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวัน ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี เปิดประตูจำวัดอยู่ อวัยวะใหญ่น้อยของเธอถูกลมรำเพยให้แข็งตัวขึ้น ครั้งนั้น สตรีหลายคนถือของหอมและดอกไม้ไปสู่อาราม มุ่งตรงไปยังวิหาร พบภิกษุนั้นจึงได้นั่งทับองค์ก…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่าง คือ กำหนัด ๑ ปวดอุจจาระ ๑ ปวดปัสสาวะ ๑ ถูกลมรำเพย ๑ ถูกบุ้งขน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ที่องค์กำเนิดของภิกษุนั้นจะแข็งตัวขึ้นด้วยความกำหนัด เพราะภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้จะพักผ่อนในกลางวัน ต้องปิดประตูเสียก่อนจึงค่อยพักผ่อน
📍 วิ.มหา. ๑/๗๗/๓๐๘
๕๒เรื่องภิกษุเมืองภารุกัจฉะฝันไม่ทราบ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุชาวเมืองภารุกัจฉะรูปหนึ่งฝันว่าได้เสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา คิดว่า “เราไม่เป็นสมณะ จักสึกละ” จึงเดินทางไปเมืองภารุกัจฉะ พบท่านพระอุบาลีในระหว่างทาง จึงกราบเรียนเรื่องนั้นให้ทราบ ท่านพระอุบาลีกล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโส อาบัติไม่มีเพร…
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๐๙
๕๓เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่องสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้า…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๐๙
๕๔เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่องสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๐
๕๕เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่องสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้า…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๐
๕๖เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๑
๕๗เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ท่านอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๑
๕๘เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๒
๕๙เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้า…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๒
๖๐เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้า…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๒
๖๑เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้า…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๓
๖๒เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่องสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๓
๖๓เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่องสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๔
๖๔เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่องสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๔
๖๕เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้ เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้าม…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๕
๖๖เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๕
๖๗เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๖
๖๘เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๖
๖๙เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๘๐/๓๑๗
๗๐เรื่อง(ไม่มีหัวเรื่อง)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว…
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
📍 วิ.มหา. ๑/๘๐/๓๑๗
๗๑เรื่องภิกษุณีไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในภิกษุณี เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๐/๓๑๗
๗๒เรื่องสิกขมานาไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสิกขมานา เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๐/๓๑๗
๗๓เรื่องสามเณรีไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสามเณรี เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๔เรื่องหญิงแพศยาไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในหญิงแพศยา ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๕เรื่องบัณเฑาะก์ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในบัณเฑาะก์ ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๖เรื่องสตรีคฤหัสถ์ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสตรีคฤหัสถ์ ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๗เรื่องใหัผลัดกันไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดกันและกัน เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งสองไม่ยินดี ทั้งสองก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๘เรื่องภิกษุผู้เฒ่าไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้เฒ่ารูปหนึ่งได้ไปเยี่ยมอดีตภรรยานางได้บังคับว่า “จงสึกมา” แล้วยึดตัวไว้ ภิกษุนั้นถอยหลังแล้วล้มหงาย นางจึงขึ้นคร่อมองค์กำเนิด
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือเปล่า
📍 วิ.มหา. ๑/๘๒ ๘๓/๓๑๙
๗๙เรื่องลูกเนื้อปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในป่า ลูกเนื้อมาสู่ที่ถ่ายปัสสาวะของเธอแล้ว ได้อมองค์กำเนิดดื่มปัสสาวะ ภิกษุนั้นยินดี แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว
📍 วิ.มหา. ๑/๘๒ ๘๓/๓๑๙
PRJ-02
๒. อทินนาทาน
ถือของที่เจ้าของไม่ได้ให้ — Adinnādāna
📌องค์ประกอบอาบัติ
- ของนั้น เจ้าของหวงแหน (มีผู้ครอบครอง)
- ภิกษุ รู้ว่าเจ้าของหวง
- ของมี ราคาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป (มาสก = หน่วยเงินสมัยพุทธกาล; ๕ มาสก ≈ ราคาที่รัฐในยุคนั้นประหารชีวิตโจร)
- ภิกษุ มีความคิดจะลัก (ไถยจิต)
- ลง มือกระทำการลัก ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งใน ๒๕ วิธี (อวหาร ๒๕ — เช่น ลักเอง สั่งให้ลัก ข่มขู่ ใช้เล่ห์ โกงภาษี)
- ของเคลื่อนจากที่เดิม (ฐานาจาวนะ) — ยกขึ้น ขยับ หรือพาออกไป
⚖️ระดับอาบัติตามราคา / การกระทำ
ของราคา ≥ ๕ มาสก + ของเคลื่อนจากที่เดิมปาราชิก
ของราคา ๑–๔ มาสก (ลักได้จริง)ถุลลัจจัย
ทำให้ของขยับ/สั่นไหว แต่ยังไม่เคลื่อนจากที่ถุลลัจจัย
ของราคาต่ำกว่า ๑ มาสก (ลักได้)ทุกกฏ
ลูบคลำของด้วยความคิดจะลัก (ยังไม่ขยับ)ทุกกฏ
จับทรัพย์หย่อนกว่า ๕ มาสก ด้วยความคิดจะลักทุกกฏ
หยิบใช้ด้วยความสนิทสนม (วิสาสะ) / เจ้าของอนุญาต / สำคัญผิดว่าเป็นของตนไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติคือ พระธนิยะ บุตรช่างหม้อ (กุมภการบุตร) เข้าพรรษาอยู่ใกล้เขาอิสิคิลิ เมื่อไม่มีเสนาสนะ จึงสร้างกุฏิหญ้าขึ้นเองชั่วคราว อรรถกถาอธิบายวัตรของภิกษุป่าไว้ว่า ต้องรวบรวมหญ้าและไม้ให้สัตว์กัดไม่ได้และฝนไม่รั่วรด เพื่อให้เป็นอุปการะแก่เพื่อนพรหมจรรย์ที่มาพักอาศัยภายหลัง
- การทำให้ของเคลื่อนจากที่เดิม (ฐานาจาวนะ) เป็นเส้นแบ่งอาบัติ ๓ ระดับ — ลูบคลำด้วยเจตนาจะลัก = ทุกกฏ; ทำให้ของขยับ/สั่นไหว = ถุลลัจจัย; ของเคลื่อนจากที่เดิม = ปาราชิก
- กรณีข้ามด่านภาษีหรือก้าวล่วงเขตที่กำหนด — ก้าวเท้าแรกข้ามไป = ถุลลัจจัย; ก้าวเท้าที่สองข้ามไป = ปาราชิก (ถือว่ายักยอกภาษี = ลักของหลวง)
- เกณฑ์ ๕ มาสก ในพระบาลีใช้เพื่อปรับปาราชิกเท่านั้น; ถ้าทรัพย์ราคา ๑–๔ มาสก แล้วลักได้จริง = ถุลลัจจัย; ต่ำกว่า ๑ มาสก = ทุกกฏ; แม้เพียงจับต้องทรัพย์ที่หย่อนกว่า ๕ มาสก ด้วยเจตนาจะลัก ก็ต้องทุกกฏ
- อรรถกถามีการถกเถียงกันในกรณีเฉพาะ เช่น ภิกษุสอดภาชนะของตนลงในหม้อของคนอื่นเพื่อเก็บซ่อน แล้วเจ้าของใส่น้ำมันลงไป — ฉบับมหาปัจจรีถือว่าปาราชิกเมื่อยกภาชนะขึ้น ส่วนมหาอรรถกถาเห็นต่างและถูกแย้ง
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ คามา วา อรญฺญา วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิเยยฺย, ยถารูเป อทินฺนาทาเน ราชาโน โจรํ คเหตฺวา หเนยฺยุํ วา พนฺเธยฺยุํ วา ปพฺพาเชยฺยุํ วา "โจโรสิ พาโลสิ มุฬฺโหสิ เถโนสี"ติ, ตถารูปํ ภิกฺขุ อทินฺนํ อาทิยมาโน อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยจิตคิดขโมย จากบ้านก็ตาม จากป่าก็ตาม ในลักษณะที่ถ้าจับโจรได้ พระราชาจะพึงประหาร จองจำ หรือเนรเทศ ว่า 'เจ้าเป็นโจร เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นขโมย' — แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๘๔–๑๖๑/๓๒๐–๓๙๓
วิ.มหา.อ. ๒/๗๗–๓๑๔
PRJ-03
๓. มนุสสวิคคหะ
ฆ่ามนุษย์ — Manussaviggaha
📌องค์ประกอบอาบัติ
- ผู้ถูกกระทำเป็น มนุษย์ (นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ — ปฏิสนธิ)
- ภิกษุ รู้ว่าเป็นมนุษย์
- มีเจตนาจะฆ่า (วธกจิต — จิตคิดปลงชีวิต)
- ลง มือพยายามฆ่า ด้วยวิธีใดก็ตาม
- ผู้นั้น ตายด้วยความพยายามนั้น
⚖️ระดับอาบัติตามเหยื่อ
ฆ่ามนุษย์ (รวมทำแท้งทารกในครรภ์ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์)ปาราชิก
พยายามฆ่ามนุษย์แต่ไม่ตาย / ทำให้เพียงบาดเจ็บถุลลัจจัย
ฆ่าอมนุษย์ (ยักษ์ เปรต เทวดา)ถุลลัจจัย
ฆ่าสัตว์ดิรัจฉานปาจิตตีย์ ข้อ ๖๑
ไม่เจตนา / สำคัญผิดว่าไม่ใช่มนุษย์ / ไม่รู้ไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติ: พระพุทธเจ้าทรงแสดง การพิจารณาความไม่งามของกาย (อสุภกรรมฐาน) แก่หมู่ภิกษุ แล้วเสด็จเข้าที่เร้นเป็นเวลากึ่งเดือน ภิกษุเหล่านั้นพิจารณาจนเกิดความอึดอัด ระอา เกลียดชังร่างกายของตนเอง ใคร่จะสละกายให้พ้น จึงถือศัสตราฆ่าตัวเองบ้าง วานกันและกันฆ่าบ้าง และวาน มิคลัณฑิกะ (คนปลอมเป็นสมณะ) ให้ฆ่าภิกษุเป็นจำนวนมาก
- ภายหลังมิคลัณฑิกะเกิดความรำคาญใจ (วิปฏิสาร) จากบาปที่ทำ — อรรถกถาย้ำว่า แม้บาปเล็กน้อย อานุภาพของแม่น้ำ (การล้างบาป) ก็ล้างไม่ได้ และความรำคาญนี้เป็นโทษทางจิต ไม่ใช่โทษทางพระวินัย
- ในบรรดาภิกษุที่ถูกฆ่าครั้งนั้น มีทั้ง ปุถุชน โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ — พระอรหันต์ไม่ต้องเกิดอีก ส่วนพระอริยบุคคลอื่น ๆ มีสุคติ (ภพดี) แน่นอน อรรถกถาชี้ว่ากรรมเก่าวิบาก ไม่มีใครห้ามได้
- เจตนาฆ่า (สัญจิจจ) ประกอบด้วย — "จงใจปักใจจะฆ่า" + "รู้ว่าเป้าหมายมีลมหายใจ" + "ส่งจิตที่หมดความระแวงไปทำร้ายด้วยความพยาบาท"
- การพรรณนาคุณของความตาย (มรณวัณณสังวัณณนา) — คือการชี้โทษของการมีชีวิตอยู่ แล้วพรรณนาอานิสงส์ของความตาย เช่นพูดว่า "ท่านทำกรรมดีแล้ว ทำกุศลแล้ว ตายไปย่อมได้ไปสุคติ" เพื่อให้เขาใคร่ตาย — ถ้าเขาตายจริงด้วยคำนั้น ต้องปาราชิก (ครอบคลุมถึงการช่วยฆ่าเพราะสงสารผู้ป่วย — การุณยฆาต ก็ไม่พ้น)
- การจัดเตรียมอาวุธ (ถาวรประโยค) — อรรถกถาชี้ว่าลำพังการแสวงหาศัสตรามาวางไว้ยังไม่เป็นปาราชิก ต้องถึงขั้นฆ่าสำเร็จจริงด้วยศัสตรานั้น จึงจะปรับ (ถ้าแสวงหาอย่างเดียว ไม่ฆ่า = อาบัติเบากว่า)
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, สตฺถหารกํ วาสฺส ปริเยเสยฺย, มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย, มรณาย วา สมาทเปยฺย ... อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศาสตราอันจะปลิดชีวิตให้ หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่อให้ตาย ... แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๑๖๒–๑๙๒/๓๙๔–๔๕๒
วิ.มหา.อ. ๒/๓๑๕–๖๐๔
PRJ-04
๔. อุตตริมนุสสธรรม
อวดคุณวิเศษเหนือมนุษย์ที่ไม่มีในตน — Uttarimanussadhamma
📌องค์ประกอบอาบัติ
- คุณวิเศษเหนือมนุษย์ (ฌาน สมาบัติ มรรค ผล — ที่ชาวบ้านได้ยินแล้วศรัทธา) ไม่มีในตนจริง
- ภิกษุ รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มี
- มี เจตนาจะอวด เพื่อหาลาภสักการะ/ศรัทธา
- กล่าวอวดต่อมนุษย์ (ถ้าอวดต่อสัตว์/อมนุษย์ ไม่เข้าข้อนี้)
- ผู้ฟังเข้าใจความหมายในขณะนั้น
⚖️ระดับอาบัติ
อวดคุณวิเศษที่ไม่มี (ทั้งโดยตรงและโดยนัย) ผู้ฟังเข้าใจทันทีปาราชิก
อวดแล้วผู้ฟังไม่เข้าใจในขณะนั้นถุลลัจจัย
อวดต่ออมนุษย์ (เทวดา เปรต ยักษ์) / สัตว์ดิรัจฉานทุกกฏ
อธิมาน (สำคัญผิดเองว่าบรรลุแล้ว จึงบอกคนอื่น)ไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติ: คราวข้าวยากหมากแพง (ทุพภิกขภัย) ภิกษุกลุ่มหนึ่งจำพรรษาอยู่ ริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ตกลงกันว่าจะพากัน กล่าวชมคุณวิเศษของกันและกันให้คฤหัสถ์ฟัง อ้างว่า "ภิกษุพุทธรักขิตได้ปฐมฌาน ภิกษุธรรมรักขิตได้ทุติยฌาน" เพื่อให้ญาติโยมศรัทธาถวายอาหารบริบูรณ์
- ผลคือภิกษุกลุ่มนี้ มีหน้าตาผ่องใส อินทรีย์อิ่ม ผิวพรรณเรืองรองดังดอกกรรณิการ์ แตกต่างจากภิกษุที่อดอยากในที่อื่น เพราะได้ฉันอาหารบริบูรณ์ในคราวข้าวยาก — แสดงถึงการได้มาโดยไม่สมควร
- พระพุทธเจ้าทรงจัดภิกษุกลุ่มนี้เป็น ๑ ใน มหาโจร ๕ จำพวก เพราะโกงศรัทธาของชาวบ้านเพื่อกินก้อนข้าว — จัดเป็นโจรกรรมในธรรมวินัย
- อธิมาน (เข้าใจผิดว่าตนบรรลุแล้ว) ยกเว้นได้ — พระสาวกบางรูปทำสมาธิได้ดี จนเข้าใจเองว่าเป็นโสดาบันหรืออรหันต์ แล้วบอกคนอื่นด้วยความจริงใจ ภายหลังรู้ว่าไม่ใช่ กรณีนี้ไม่ต้องปาราชิก เพราะขาดองค์ "รู้อยู่ว่าไม่มี"
- แม้บรรลุจริง ก็ห้ามบอกคฤหัสถ์หรือผู้ที่ยังไม่ได้อุปสมบท — เป็นปาจิตตีย์ข้อ ๘ (ภูตาโรจนสิกขาบท) ไม่เข้าข้อนี้
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ อนภิชานํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อตฺตูปนายิกํ อลมริยญาณทสฺสนํ สมุทาจเรยฺย "อิติ ชานามิ อิติ ปสฺสามี"ติ ... อญฺญตฺร อธิมานา, อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดไม่รู้จริง กล่าวอวดคุณวิเศษเหนือมนุษย์อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ น้อมเข้ามาในตนว่า 'ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้' … เว้นแต่เข้าใจผิดว่าได้บรรลุ — แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๑๙๓–๒๓๑/๔๕๓–๕๕๘
วิ.มหา.อ. ๒/๖๐๕–๖๖๔