พระวินัยปิฎก › ภิกขุปาฏิโมกข์
อนิยต ๒
"อนิยต" แปลว่า ไม่แน่นอน — คือสิกขาบทที่ระดับอาบัติยังไม่ชัดเจน ต้องปรับตามเหตุการณ์จริง โดยอาศัย คำของอุบาสิกาผู้มีศรัทธา ที่เห็นเหตุการณ์กับตา และคำรับของภิกษุเอง
ANY-01
๑. ปฐมอนิยต
นั่งในที่ลับตาสองต่อสองกับหญิง (ที่พอเสพเมถุนได้) — Paṭhamāniyata
📌องค์ประกอบอาบัติ
- ภิกษุ นั่งสองต่อสองกับหญิง (ไม่มีบุรุษรู้เดียงสาอยู่ด้วย)
- นั่งใน ที่ลับตา — ที่กำบัง ผู้อื่นมองไม่เห็น และ ส่วนตัวพอที่จะเสพเมถุนได้
- อุบาสิกาผู้มีศรัทธา (มีคำพูดเชื่อได้) เห็นและมากล่าวหา ด้วยอาบัติ ๓ อย่าง (ปาราชิก / สังฆาทิเสส / ปาจิตตีย์)
- ภิกษุ ปฏิญาณ (ยอมรับ) ตามที่เธอกล่าวหา
⚖️ระดับอาบัติตามคำของอุบาสิกา + คำรับของภิกษุ
อุบาสิกากล่าวว่า "เห็นร่วมเพศ" + ภิกษุยอมรับว่าได้ร่วมเพศปาราชิก
อุบาสิกากล่าวว่า "เห็นถูกต้องกายกัน" + ภิกษุยอมรับสังฆาทิเสส
อุบาสิกากล่าวว่า "เห็นนั่งด้วยกัน" + ภิกษุยอมรับเพียงว่าได้นั่งปาจิตตีย์
ภิกษุปฏิเสธทั้งหมด / นั่งกับหญิงแต่มีบุรุษอื่นอยู่ด้วย / นั่งไม่ลับตาไม่ต้องอาบัติ
สิกขาบทนี้ "ไม่แน่นอน" ตรงที่อาบัติขึ้นอยู่กับคำรับ — ถ้าภิกษุรับว่า "ร่วมเพศ" ก็ปาราชิก, รับว่า "ถูกต้องกาย" ก็สังฆาทิเสส, รับเพียง "นั่ง" ก็ปาจิตตีย์
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติ: พระอุทายี (รูปเดิมเคยเจอในสังฆาทิเสส ๒ และ ๔) นั่งสองต่อสองกับหญิงในที่ลับตา นางวิสาขา มิคารมาตา เห็นเข้าจึงมากล่าวหา — พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ให้ใช้คำของอุบาสิกาผู้มีศรัทธาเป็นหลัก
- อรรถกถายกเรื่อง นางวิสาขา มิคารมาตา ผู้เป็นต้นเหตุในสิกขาบทนี้ — เธอเป็นอุบาสิกาสำคัญ มีลูกและหลานรวมกันถึง ๔๒๐ คน ชาวโลกสมมติว่าเป็น "อุดมมงคล" มักได้รับเชิญไปในงานทานและมงคลต่าง ๆ
- คำสำคัญในสิกขาบท: "อาสนะกำบัง" คือที่นั่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็น + "พอจะทำการได้" หมายถึงพอเพียงในการเสพเมถุน (มีผนังกั้น หรือผ้าม่าน หรือที่ลับตาเพียงพอ)
- ถ้าอุบาสิกากล่าวว่า "เห็นนั่ง" แต่ภิกษุอ้างว่า "ไม่ได้นั่ง ข้าพเจ้านอนอยู่" ก็ปรับตามการนอน (ซึ่งก็เป็นปาจิตตีย์เช่นกัน) — คำของอุบาสิกาเป็นตัวตั้ง แต่การปรับจริงขึ้นกับคำรับของภิกษุ
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ มาตุคาเมน สทฺธึ เอโก เอกาย รโห ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน อลงฺกมฺมนิเย นิสชฺชํ กปฺเปยฺย, ตเมนํ สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา ทิสฺวา ติณฺณํ ธมฺมานํ อญฺญตเรน วเทยฺย — ปาราชิเกน วา สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา ...
คำแปล: "ภิกษุใดนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้ กับมาตุคามหนึ่งต่อหนึ่ง หากอุบาสิกาผู้มีคำพูดเชื่อได้เห็นเข้า กล่าวหาด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ปาราชิกก็ดี สังฆาทิเสสก็ดี ปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุปฏิญาณว่านั่งจริง พึงปรับด้วยธรรม ๓ อย่างนั้น หรือด้วยธรรมใดที่อุบาสิกากล่าว"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๔๔๓–๔๕๑/๘๘๙–๘๙๘
วิ.มหา.อ. ๓/๖๗๓–๖๗๙
ANY-02
๒. ทุติยอนิยต
นั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง (ไม่พอเสพเมถุนได้ แต่ส่วนตัวพอพูด) — Dutiyāniyata
📌องค์ประกอบอาบัติ
- ภิกษุ นั่งสองต่อสองกับหญิง (ไม่มีบุรุษรู้เดียงสาอยู่ด้วย)
- นั่งใน ที่ลับหู — ที่ส่วนตัว พอพูดคำชั่วหยาบได้ แต่ ไม่ลับตา ผู้อื่นอาจเห็น
- อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เห็นและมากล่าวหา ด้วยอาบัติ ๒ อย่าง (สังฆาทิเสส / ปาจิตตีย์) — ข้อนี้ไม่มีปาราชิก เพราะที่ไม่ลับตา ไม่พอเสพเมถุนได้
- ภิกษุ ปฏิญาณตามที่เธอกล่าวหา
⚖️ระดับอาบัติ
อุบาสิกากล่าวว่า "เห็น/ได้ยินคำเกี้ยวหญิง" + ภิกษุยอมรับสังฆาทิเสส
อุบาสิกากล่าวว่า "เห็นนั่งด้วยกัน" + ภิกษุยอมรับเพียงว่าได้นั่งปาจิตตีย์
ภิกษุปฏิเสธทั้งหมด / นั่งในที่ไม่ลับหู / มีบุรุษอื่นอยู่ด้วยไม่ต้องอาบัติ
ต่างจากข้อ ๑ ตรงที่: ข้อ ๑ = ที่ลับตา พอเสพเมถุนได้ → มีโอกาสเป็นปาราชิก; ข้อ ๒ = ที่ลับหู พอพูดคำหยาบได้ (แต่ลับตาไม่พอ) → ไม่ถึงปาราชิก
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติ: พระอุทายี ดำริว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามนั่งในที่ลับตา (ที่พอเสพเมถุนได้) แล้ว เราจะนั่งในที่ลับหู (ที่พอพูดได้) กับหญิงแทน" จึงนั่งกับหญิงในที่ลับหูและพูดคำเกี้ยว — นางวิสาขามาเห็น จึงมากล่าวหา พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติสิกขาบทนี้เพิ่ม
- กฎการปรับอาบัติตามคำของอุบาสิกา + คำรับของภิกษุ ทำงานเหมือนข้อ ๑ — เช่น หากอุบาสิกาพูดว่า "ข้าพเจ้าเห็นท่านนั่งในที่ลับกับหญิง" ถ้าภิกษุรับเพียงการนั่งให้ปรับปาจิตตีย์เพราะการนั่ง; หากภิกษุรับการพูดเกี้ยวให้ปรับสังฆาทิเสส
- อรรถกถายกเหตุผล ๑๐ ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทในพระวินัย — เช่น เพื่อข่มบุคคลที่เก้อยาก, เพื่อความเลื่อมใสของชุมชน, เพื่อป้องกันอาสวะในอนาคต, เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ฯลฯ
สิกขาบทบาลี
น เหว โข ปน ปฏิจฺฉนฺนํ อาสนํ โหติ นาลงฺกมฺมนิยํ, อลญฺจ โข โหติ มาตุคามํ ทุฏฺฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาสิตุํ; โย ปน ภิกฺขุ ตถารูเป อาสเน มาตุคาเมน สทฺธึ เอโก เอกาย รโห นิสชฺชํ กปฺเปยฺย ...
คำแปล: "อนึ่ง อาสนะไม่เป็นที่กำบัง ไม่พอจะทำการได้ แต่พอเพียงในการพูดคำเกี้ยวแก่มาตุคาม ภิกษุใดนั่งในอาสนะเห็นปานนั้น กับมาตุคามหนึ่งต่อหนึ่ง หากอุบาสิกาผู้มีคำพูดเชื่อได้ เห็นเข้า กล่าวหาด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสสก็ดี ปาจิตตีย์ก็ดี ..."
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๔๕๒–๔๕๗/๘๙๙–๙๐๗
วิ.มหา.อ. ๓/๖๘๐–๗๐๑